Salam Lumah Part-12
Jin × Kazuya
Inspiration: กิ่งฉัตร-เสราดารัล
โสภาค สุวรรณ-ยังมีรักที่อฮักการ์
แก้วรัดเกล้า - ดวงตะวัน
เพลิงน้ำผึ้ง - จามรี พรรณชมพู
Part 12
ภายในห้องโดยสารของรถแลนด์โรเวอร์คันหน้า โทโมะนั่งมองคนขับที่ทำสีหน้าหงุดหงิดตั้งแต่ออกจากค่ายจนผ่านมาครึ่งทางก็ยังไม่ยิ้มสักกะนิด อะไรจะเครียดขนาดนั้น
เป็นอะไรยูอิจิ
คนถูกถามเหลือบมามองผู้สูงศักดิ์ที่นั่งอยู่ด้านหลังนิดหนึ่งก่อนจะตอบ
ไม่เป็นอะไรกระหม่อม
ไอ้คุณยู จะตอบดีๆ หรือจะให้สั่งสอนก่อน โทโมะเริ่มเปลี่ยนท่านั่งจากเอนหลังพิงพนักสบายๆ เป็นยืดตัวและกอดอกดูเคร่งๆ สายตาที่ส่งผ่านกระจกหลังมองจิกไปยังคนขับก็ดูข่มขู่ไม่น้อย
กังวลเรื่องความปลอดภัยขององค์ชายนั่นแหล่ะกระหม่อม เสด็จมาทำไมให้เสี่ยงก็ไม่รู้
เรื่องของฉันแกไม่ต้องมายุ่ง โอคาดะส่งมานะฉันไม่ได้ไปรบเร้าเขาซะหน่อย แล้วอย่ามาเบี่ยง คิดหรือว่าคนอย่างฉันจะรู้ว่าแกพูดจริงพูดโกหกกี่เปอร์เซ็นต์
ยูอิจิห่อปากภายใต้ติเกลมุสอย่างขยาด เพื่อนคนนี้ตั้งแต่เป็นได้รับตำแหน่งรัชทายาทนอกจากวิทยายุทธ์ทางการทะลวงความคิดคนอื่นจะมากขึ้นแล้วยังเอาแต่ใจและข่มขู่เก่งขึ้นด้วย
รู้ทุกเรื่องแล้วจะถามทำไมกระหม่อม
อย่าโยกโย้ ตอบดีๆ เอารายละเอียด และไม่ต้องพูดราชาศัพท์ รำคาญ
ยูอิจิเบ้ปากอีกหนึ่งรอบถ้วนก่อนจะรายงานทุกความเคลื่อนไหวให้องค์รัชทายาททราบทันที
เออ ทัตจังเขาไม่ยอมคุยกับฉัน เขาว่าให้กลับไปให้ได้แล้วถึงจะคุยกัน มันก็เลยเซ็งนิดหน่อย แต่ไอ้ที่หงิกหน้าอยู่เนี่ยก็เรื่องการแลกเปลี่ยนตัวประกันต่างหาก กลัวว่าจะไม่มีชีวิตกลับไปคุยกัน แล้ว...มันมีลางสังหรณ์ยังไงไม่รู้
ยังไงเรื่องลางสังหรณ์ฉันก็แม่นกว่าแก ฉันไม่เห็นรู้สึกอะไรเพราะฉะนั้นมันก็ต้องไม่มีอะไร ห่วงเพื่อนแกเหอะจะขาดใจอยู่ทุกทีแล้วนั่น แน่นอนว่าโทโมะหมายถึงจินที่นั่งอยู่ในรถจี๊ปคันหน้า ผ้าคลุมสีดำดูเด่นสะดุดตาราวกับจะท้าทายทุกสิ่ง
ยูอิจิถอนใจแทนคำเถียงใดๆ ก็ไอ้ที่เขามีลางทะแม่งๆ อยู่ก็เกี่ยวกับท่านองค์รัชทายาทที่ไม่รู้สึกอะไรคนนี้นี่แหล่ะ แต่คำเตือนมีแต่จะเป็นการยุให้ประมาทยิ่งขึ้น สู้คอยระวังไว้ให้จะดีกว่ายังไงก็หน้าที่อยู่แล้ว
โทโมะลงไปเอนหลังกับพนักอีกครั้งเมื่อไม่มีคำตอบจากยูอิจิ ผิวปากรับลมแอร์เย็นเฉียบในรถอย่างสบายอารมณ์ ไม่ใช่ว่าไม่เครียดแต่คนอย่างเขามันไม่เก่งทางการแสดงสีหน้าอยู่แล้ว ทำเป็นแต่หน้าเฉยๆ หรือไม่ก็เรียบๆ แบบหาเรื่องนี่นา อีกอย่าง โทโมะไว้ใจผู้ร่วมเดินทางทุกคนและผู้ที่คอยวางหมากครั้งนี้เหลือเกิน และขืนทำหน้าระแวงก็จะเป็นการบั่นทอนกำลังใจกันเปล่าๆ หน้าที่เขามันคอยสร้างขวัญและกำลังใจให้ใครๆ อยู่แล้ว อย่างพี่มิยาเกะ เสด็จไหนชื่นใจกันไปทั่ว เขาเองแม้จะทำได้ไม่ถึงครึ่ง แต่ไม่สร้างความกังวลให้คนอื่นก็ดีถมเถ
เอาเถอะเดี๋ยวอีกหน่อยก็จะคืนหน้าที่ให้พี่มิยาเกะแล้ว ทีนี้ไม่ว่าใครมาห้ามไม่ให้ออกสนามอีกก็อย่างหวังจะรั้งกันอยู่
..................................................................................................................................................
กว่าเวลาสำคัญจะมาถึง มันช่างเนิ่นนานเหลือเกินสำหรับคนที่รอคอย ทั้งขบวนรถจากซาลามและพวกนักข่าวแมงเม่าทั้งหลาย จะว่าไปก็รวมถึงตัวเขาด้วย แผนการที่รอจังหวะมานานนับปีกำลังจะได้เริ่มต้นนับหนึ่งในวันนี้ ชวนให้ตื่นเต้นและกังวลไม่น้อย
แต่ละนาทีช่างมีความความหมายนัก บ่ายสามโมงตรงที่อากาศอบอ้าวมากที่สุดยังไม่ทำให้มือของเขาหายเย็นได้ เวลาดีบ่ายสามโมงครึ้งและหลังจากนั้นอีกสักสิบถึงสิบห้านาทีคงทำให้มือของเขาอุ่นวาบได้ด้วยหัวใจที่จะเต้นระทึกอย่างแรงโลด หากมันเป็นไปอย่างที่ต้องการ...
ท่านโยโกยาม่าครับ ส่งทหารไปรับตัวมิยาเกะจากที่คุมขังตามคำสั่งแล้วครับ
ดี แล้วพามาที่นี่ตามกำหนดนะ จะได้จัดการให้เสร็จไป
ครับท่าน
การเผชิญหน้ากันครั้งนี้ดูสวยงาม ยิ่งใหญ่และขาวสะอาด
ครั้งแรกในชีวิตล่ะมั้งที่คนอย่างซากาโมโต้จะยอมให้อะไรผ่านไปโดยไร้เล่ห์เหลี่ยม ไม่มีตุกติก เชื่อแล้วว่าเงินและหน้าตาสำคัญมากจริงๆ ที่ทำให้คนเลวกลายเป็นคนดีได้พักหนึ่ง แต่เดี๋ยวก็รู้ ถ้าอำนาจเงินของท่านสั่นคลอนขึ้นมายังจะสงบเสงี่ยมใส่หน้ากากคนดีได้อีกเท่าไหร่
นายดูใส่ใจกับงานนี้มากนะ ปกติอะไรที่ไม่ชวนตื่นเต้นจะไม่ค่อยสนไม่ใช่หรือ
โทมะเดินมาทักทายจากด้านหลัง บนยอดหอนาฬิกา นอกจากลูกน้องที่สั่งไว้ มีไม่กี่คนที่จะรู้ว่าโยโกหลงใหลในสถานที่นี้แค่ไหน มุมสูงที่มองเห็นครอบคลุมได้ทั้งตัวเมือง ทั้งด้านแห่งความรุ่งเรืองและเสื่อมโทรม ถึงจะชอบเหยียดหยันต่อทุกสิ่ง แต่เมืองสีเทาแห่งนี้โยโกก็ยังกล้าเอ่ยปากได้ว่ารัก และเป็นห่วง...
โทมะไม่รู้หรอกว่าโยโกมีความภักดีต่อใครบ้าง แต่อย่างน้อยเพื่อนของเขาก็จงรักต่อโซลาเวียแน่ๆ
ว่าไง หรืองานนี้จะมีอะไรตื่นเต้น
เพื่อนของเขาหันหลังให้ทัศนียภาพที่รักนั่นเพื่อมาประสานตากับเขาพร้อมกับท่าทางอันคุ้นเคย
หึ ก็ท่านฝากฝังมาขนาดนั้นนี่นาก็ต้องให้เรียบร้อยหน่อย การทำตัวเป็นผู้ดีผู้บริสุทธิ์ มันไม่ใช่งานถนัดของฉันแกก็รู้ ต้องดูดี ให้เกียรติ เท่าเทียม จริงใจ รอยยิ้มน่ารังเกียจในสายตาศัตรูแต่น่าครุ่นคิดสำหรับเขาฉายวาบออกมาอีกแล้ว
ใช่ เพราะถึงไงนายมันโกหกไม่ค่อยจะเป็น สอพลอไม่เก่ง คนเขาถึงเกลียดขี้หน้า แต่แปลกที่นายกลับรักและใช้งานบ่อย จนกลายเป็นเป้าเพิ่มไปอีก
มันน่าจะง่ายออกนะ ก็แค่ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ สั่งลูกน้องเอาก็ได้
ก็ประมาณนั้น นี่ก็มาดูๆ เฉยๆ
เฉยหรือ แต่ไม่ค่อยวางตาเลยนะ หาอะไรในกองทัพซาลามนั่นหรือไง โทมะเอ่ยแซวไปเรื่อยเปื่อยในความปากไม่ตรงกับใจของโยโกที่มีไม่บ่อยนัก
คนอย่างโยโกไม่ค่อยโกหก แต่ถ้าไม่อยากพูดความจริงล่ะก็ จะไม่พูด หรือไม่ก็เบี่ยงไปพร้อมกับท่าทีร้ายๆ น่ารังเกียจ แต่ถ้าโกหก สงสัยได้เลยว่าหลังจากนั้นไม่ธรรมดาแน่ๆ
จะหาอะไร อ่อ หาตัวประกันล่ะมั้ง ได้แลกกันไม่ผิดตัว
เพื่อนของเขาโกหก...
ไหนดูมั่งสิ โทมะแทรกตัวเข้าไปใกล้ริมหน้าต่าง แย่งกล้องส่องทางไกลในมือโยโกไปใช้
ขบวนรับเจ้าเหนือหัวของทางซาลามดูเกรียงไกรแต่ก็ดูเป็นแบบสันติดี วางแนวเป็นหน้ากระดานสองแถว คนในรถก็นิ่งยังกับหุ่นต้องคำสาบ ระเบียบดีจริงๆ มุมสูงและระยะทางขนาดนี้ แต่กล้องของโยโกก็คุณภาพดีจนเกือบจะเห็นเป็นตัวคน ถ้าไม่ปิดหน้าคงเรียงรายชื่อได้เลยว่าใครมาบ้าง
ขนมากันไม่มากเท่าไหร่นะ
ก็จะมากอะไรนักหนา ไม่ได้มาตีกันสักหน่อย เยอะนักเดี๋ยวคนของเราก็จะนินทาว่ากลัว
กล้องนายดีนะ แทบจะเห็นเป็นรายคนเลย ไม่รู้คนที่ดูแลเราจะมาด้วยมั้ย
มาด้วยก็ดีสิ
โยโกยิ้มอย่างวาดหวังทีเดียวถ้าเขามองไม่ผิด นี่มั้งคำตอบของถ้าทีโกหกเมื่อครู่ โทมะชักเหล่มองเพื่อนอย่างสงสัย โยโกเห็นหน้าตาแสดงความเคลือบแคลงนั้นก็หัวเราะขึ้นมา
ก็แหม ฉันก็คิดถึงหมอนั่นเหมือนกันนะ อุตส่าห์ดีกับเราไม่น้อยเลย ถ้าเจอจะได้ขอบคุณซะหน่อย
คำพูดแกไปกับหน้าตามากเลยโยโก
โยโกหัวเราะดังเป็นการยอมรับ เสียงก้องในหอนาฬิกาแคบนี้ดูสดใสผิดบรรยากาศก่อนหน้าไม่น้อย
หึ ถึงยังไงฉันก็รู้คุณคนน่า ดีมาก็ต้องตอบแทน ถ้าแค้นก็ต้องสะสาง หมอนั่นถึงจะปากดีกวนโมโหแต่ก็ช่วยชีวิตฉันครั้งหนึ่ง ฉันไม่ลืมหรอก ท้ายประโยคขึ้นเสียงสูงแบบล้อเล่น แต่สายตามาดหมายชนิดไม่เล่นเท่าไหร่ โทมะส่ายหน้ากับความคิดอันยากเข้าใจนี้และขอยอมแพ้ไปโดยดี
ฉันลงไปข้างล่างแล้วนะ อีกไม่กี่นาทีแล้ว นายก็ลงไปได้แล้วมั้ง เป็นคนส่งมอบไม่ควรจะสาย โทมะตะโกนทิ้งท้ายเมื่อก้าวลงบันไดวนไป
ความจริงนายน่าจะเป็นคนส่งมอบนะ ไหนๆ ก็ซาลามอยู่ในเลือดครึ่งหนึ่ง โยโกก็สวนตอบทันควัน
อย่าพูดมาก
จากเรื่องที่ห้ามเอ่ยถึง ก็กลายเป็นเรื่องล้อเลียนสนุกปากของโยโก เขาสนิทกับใครถึงขั้นนี้เมื่อไหร่กัน สนิทขนาดล้อเลียนคนอื่นโดยไม่ได้จงใจจะกวนโมโห หรือโทมะไม่โกรธเมื่อไปสะกิดปมนี้เข้า เวลาสามปีมันนานขนาดนี้เลยหรือ
โยโกอยู่กับตัวเองอีกครั้งเมื่อโทมะเดินหายไปไกลแล้ว เวลาที่นับถอยหลังเข้าทุกทีนั้นทำให้ต้องถามตัวเองอีกครั้งว่าสิ่งที่จะทำมันจะส่งผลดีตามที่ใครผู้นั้นว่าไว้ แต่ก็ต้องเรียกความเชื่อมั่นกลับมาเพราะในโลกใบนี้เขาเหลือคนที่จะศรัทธาได้ก็แค่เพียงคนเดียว ความเสียหายในระยะสั้นจะคุ้มค่ากับสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงไปในระยะยาว
คนไร้ซึ่งศรัทธากำลังร้องเรียกความเชื่อมั่น เมื่อเขาต้องก้าวลงบันไดเพื่อปฏิบัติตามในสิ่งที่เตรียมการไว้ทั้งหมด
............................................................................................................................................................
ให้รอนานแล้วนะครับ
คาเมะเอ่ยกับรุ่นพี่ของเขาอย่างกังวล แต่พอเห็นใครต่อใครยังนิ่งได้เขาก็ต้องทำเฉยบ้าง แม้ในใจจะเชื่อว่าทั้งหมดก็คงมีไฟสุมใจอยู่ไม่แพ้กัน คาเมะเอนหลังกับพนักเมื่อไม่มีคำตอบจากสึบาสะ
คนต่างชาติเยอะเหมือนกันนะคาเมะ นักข่าวก็เต็มเลย
สึบาสะมองเห็นผู้คนมากมายที่รอดูการแลกเปลี่ยนครั้งนี้อยู่นอกเหนือจากคนซาลาม โซลาเวียและคนจากสถานทูตอิระ
พ่อกับแม่ผมมาหรือยังครับ สึบะซังเห็นบ้างไหม
อยู่ทางนั้นคาเมะ
ท่ามกลางกองอารักขาของตำรวจโซลาเวีย พ่อกับแม่ของคาเมะและเจ้าหน้าที่อิระคนอื่นๆ นั่งรออยู่ตรงนั้น ไกลเกินกว่าจะแลเห็นสีหน้าอาทรร้อนใจ คาเมะอยากจะวิ่งฝ่าสะพานข้ามที่เป็นจุดแลกเปลี่ยนนั้นเข้าไปกอดพ่อกับแม่เหลือเกิน มากพอๆ กับที่อยากจะลงจากรถวิ่งไปจูบและขออ้อมกอดอุ่นๆ จากชายชุดดำในรถจี๊บคันที่จอดอยู่ข้างๆ เขาไม่เคยคิดเลยว่าการนั่งอยู่เฉยๆ แค่ครึ่งชั่วโมงจะนานและทรมานขนาดนี้
สึบาสะจับมือของรุ่นน้องเอาไว้เพื่อให้ผ่อนคลายความตึงเครียด เขาไม่มีใครมารอรับ ไม่มีอะไรต้องกังวลและเป็นห่วง สึบาสะตัวคนเดียวจนไม่เกิดความกลัว เมื่อไม่กลัวก็นิ่งและสงบได้ซึ่งต่างจากคาเมะ เขาต้องดูแลน้องชายของเขาในยามนี้
ทางนั้นเคลื่อนไหวแล้วครับ คาเมะร้องเมื่อเห็นการเคลื่อนไหวจากอีกด้านหนึ่งของสะพาน และทันทีที่ร้องทักก็มีคนมาเปิดประตูรถของเขาและเชิญให้ก้าวลงไป
ขณะนี้บ่ายสามโมงครึ่ง หอนาฬิกากลางเมืองร้องบอกเวลาเป็นเสียงดนตรีสั้นๆ
คุณมุราคามิ คาเมะทักชายหนุ่มที่มารับตัวเขา
ผมจะเป็นคนพาคุณทั้งสองคนไปที่กลางสะพานครับ ชินโงก้มหัวน้อยๆ ให้กับคาเมะและสึบาสะ และถอยตัวออกมาอยู่ข้างๆ เพื่อให้ตัวประกันจากอิระเดินไปเองโดยสะดวก
เชิญครับ
ที่ฝั่งตรงกันข้ามนั้นก็มีสองชีวิตเดินตรงมาเหมือนกัน
โยโกยาม่า ตัวแทนเจรจาของโซลาเวียคนนั้นนั่นเอง อีกผู้หนึ่งก็ต้องเป็นองค์เหนือหัวที่ชาวซาลามรอคอย ทรงเครื่องแต่งกายสมฐานะ เปิดหน้าเพื่อให้เห็นว่าเป็นตัวจริง ดูมากวัยกว่าองค์ชายฮิเดอากิไม่เท่าไหร่ แต่ท่าทีนั้นราวกับเป็นแม่เหล็กดึงดูดสายตา
ห้าคนจากสองฝั่งฟากกำลังจะมาบรรจบกันที่กลางสะพาน นักข่าวจากต่างประเทศกดชัตเตอร์กันจนเกิดแสงแฟลชวูบวาบ ส่วนที่เป็นนักข่าวโทรทัศน์ก็บันทึกเทปกันไป สึบาสะเกิดขาสั่นขึ้นมาดื้อๆ เมื่อต้องตกอยู่ในสายตาของคนมากมาย ไม่น่าเชื่อว่าปัญหาของประเทศเล็กๆ อย่างโซลาเวียและซาลามจะได้รับความสนใจขนาดนี้ เพราะเป็นอีกแหล่งน้ำมันหรือไรที่ทำให้นานาชาติเดือดร้อนถึงขั้นต้องมาจับตาดู เมื่อได้ออกไปอยู่วงนอกข่าวสารคงหลั่งไหลจนทำความเข้าใจได้เอง
การไปอยู่ซาลามเหมือนเปิดประตูใหม่หนึ่งบานแต่ก็ก้าวพ้นออกจากประตูเก่าเบื้องหลัง ระยะที่เว้นว่างคงต้องใช้เวลาสักพักในการปรับตัวเพื่อเข้าสู่ประตูบานเก่า
ขอแค่วันนี้จะผ่านไปด้วยดี
ทั้งห้าคนหยุดยืนเมื่อเหลือระยะห่างจากกันเพียงสามเมตร ชินโงและโยโกทำสัญญาณให้ตัวประกันที่พามาด้วยเดินในก้าวที่เหลือไปด้วยตัวเอง คาเมะสึบาสะก้มหัวให้มิยาเกะก่อนจะข้ามเส้นกลางสะพานเพื่อมายังฝั่งโซลาเวีย ส่วนมิยาเกะก็ก้มรับจากทั้งสองหนุ่มอิระและชินโงนายทหารของเขา
ทุกอย่างนิ่งเงียบท่ามกลางเสียงการทำงานของนักข่าว อีกเสียงหนึ่งที่พอจะดังก้องในหูก็มีแค่เสียงหัวใจเต้น
คาเมะมองไปที่พ่อและแม่ของเขาเหมือนเป็นเส้นชัย แม้จะเกร็งจนไม่สามารถก้าวเท้าเร็วกว่าที่เป็นได้ แต่ก็ส่งรอยยิ้มไปให้ก่อนเพื่อปลอบประโลมท่าทีกลั้นใจของพ่อและแม่ที่ดูจะเกร็งกว่า คาเมะจับมือสึบาสะและบีบแน่นเพื่อภาวนาร่วมกัน
ทุกอย่างกำลังเรียบร้อย ทางฝั่งซาลามก็เช่นกัน ก่อนที่คาเมะจะหันมารับอ้อมกอดจากนายและนางคาเมนาชิ เขาหันไปเห็นมองมิยาเกะกำลังเข้ารถคันที่พาพวกเขามา สึบาสะที่ยืนอยู่ลำพังก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เสียงรถกว่ายี่สิบคันดังขึ้นพร้อมกัน ขบวนจากซาลามกำลังกลับไปพร้อมเจ้าเหนือหัวของเขา ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วจริงๆ
เป็นไงบ้างลูก สบายดีหรือเปล่าบอกแม่ซิ นางคาเมนาชิจับคาเมะหมุนตัวไปมาเพื่อหาร่องรอยใดที่จะทำให้น้ำตาที่หลั่งรินมันไหลเพิ่มได้อีก
ผมสบายดี แข็งแรงเหมือนเก่าด้วยไม่เชื่อเดี๋ยวให้ผมงัดข้อกับพ่อก็ได้ ค่ยอย่างร่าเริงให้พ่อกับแม่ของเขาสบายใจ แต่ถึงอย่างนั้นน้ำตาก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้
ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว พ่อนอนไม่หลับเลยตั้งแต่ลูกถูกจับไป
ทีนี้สบายใจได้แล้วนะครับ ผมสบายดีทุกอย่างเลย
คาเมะเข้ากอดพ่อกับแม่ของเขาอีกครั้ง ก่อนจะนึกถึงสึบาสะ คาเมะยันตัวออกเพื่อพารุ่นพี่ของเขามาให้นายและนางคาเมนาชิรู้จัก
นี่ครับรุ่นพี่ของผม อิมาอิ สึบาสะ สึบะซังเป็นรุ่นพี่ที่ผมสนิทมากที่สุ--
คาเมะสะดุ้งสุดตัวด้วยเสียงกัมปนาทที่ดังมาจากด้านหลัง
ระเบิด!
เขาหันกลับไปเห็นไฟกำลังลุกไหม้เป็นแนวขวางขบวนรถของซาลาม ตามมาด้วยเสียงปืนที่สาดใส่กันระรัว
จิน!
คาเมะวิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิต
คาเมะ อย่า สึบาสะรั้งเอาไว้แต่ก็ยากเหลือเกิน
สึบะซังปล่อยผม จิน จิน! ผมจะไปหาจิน ปล่อยผม
แรงของคาเมะมีมากจนสึบาสะแทบกระเด็นออก แต่ก็มีตำรวจของโซลาเวียมากระชากตัวคาเมะกลับ พาคนอิระทุกคนให้ออกห่างจากบริเวณนั้น
ปล่อยผม คาเมะยังดิ้นรนเพื่อที่จะไปหาคนที่เขาเรียกหา นายและนางคาเมนาชิมองภาพความบ้าคลั่งของลูกชายอย่างคาดไม่ถึง
ปล่อย!
คาเมะดิ้นหลุดแต่ก็วิ่งออกไปได้แค่เพียงสองก้าว เขาถูกรวบเอวไว้อีกครั้งจากโทโมยะและสึบาสะ
จิน...จิน...
เสียงสะอื้นรุนแรงเข้ามาแทนที่อาการขัดขืน คาเมะทรุดตัวลงกับพื้นมองภาพการเข่นฆ่าและกองไฟท่ามกลางฝุ่นตลบ การปะทะที่สร้างความโกลาหลวุ่นวายไปทั้งโซลาเวียกำลังอยู่ห่างจากสายตาของเขาไปเรื่อยๆ คาเมะถูกจับโยนให้เข้าไปอยู่ในรถที่กำลังถอยห่างออกจากพื้นที่อันตราย สู่เขตรโหฐานอันปลอดภัย ที่พักเอกอัครราชทูตอิระ
โดยทิ้งหัวใจไว้กับกองเพลิงและเสียงกระสุนสาดเบื้องหลังนั้น
..................................................................................................................................................
ยู! คุ้มกันเหนือหัวกับองค์ชาย ไปเร็ว!
คำสั่งจากจินทำให้ยูอิจิที่กำลังจะลงจากรถมาเป็นคนระวังหลังให้จินต้องชะงัก แต่สายเกินไปที่เขาจะปฏิบัติตามคำสั่งนั้น เพราะองค์ชายไม่อยู่ในรถให้คุ้มกันเสียแล้ว โทโมะกำลังออกไปห้ำหั่นศัตรูในฐานะของนายทหารผู้หนึ่ง
รถจี๊บเกือบสิบคันที่ไม่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดวิ่งเข้าล้อมรถของมิยาเกะเพื่อช่วยเป็นเกราะป้องกัน และคอยตีฝ่าแนวทหารโซลาเวียที่ไล่ต้อนและตีล้อมเข้ามา มองดูแล้วไม่น่าห่วงมากนักเพราะกำลังพลที่ทุ่มเทส่วนนั้นยังเหลือเฟือ แต่ส่วนที่รับการปะทะนี่สิ
ราวกับเป้าหมายของพวกมันเพียงฆ่าได้เท่าที่ฆ่า ไม่เฉพาะเจาะจง ขอเพียงสร้างความเสียหายเป็นพอ แค่การสาดกระสุนชนิดไม่เล็งเป้าหมายนั่นก็น่าสงสัยเต็มที แต่ไม่มีใครมีเวลามานั่งคิดเมื่อต้องเอาตัวเองให้รอด โดยเฉพาะเขาที่ต้องตามหาองค์ชายผู้ไม่ตระหนักในฐานะของตนเองให้กลับเข้าไปในรถกันกระสุน
ยากเสียยิ่งกว่าการถือปืนขึ้นมายิงหรือรำกริชเชือดศัตรูเป็นไหนๆ
ระเบิดไม่ได้ถูกใช้อีกหลังจากนั้น โซลาเวียเพียงแต่ส่งพลทหารลงมาต่อตีในระยะประชิด จำนวนคนไม่มากทั้งสองฝ่ายแต่ก็พอเห็นว่ามีนอนจมกองเลือดอยู่เป็นเบือแล้วหลังจากผ่านไปไม่กี่นาที
โทโมะหายไป คนในความคุ้มกันของเขาคลาดสายตาเมื่อยูอิจิเบนไปยิงคุ้มกันให้จินที่วิ่งตัดจากรถไปยังที่กำแพงก่ออิฐด้านข้าง
นี่เขาควรทำหน้าที่ไหนก่อน แม้จะไม่ใช่ที่โล่งกว้างและพอมีที่กำบังบ้างแต่ปืนสั้นของเขาและโทโมะก็ไม่สะดวกจะใช้งานเท่าไหร่ในการรบ เขาควรห่วงใครก่อนดี แม้จะต่างศักดิ์แต่ทั้งสองก็คือเพื่อน ยูอิจิไม่มีเวลาคิดอะไรนอกจากยิงทหารฝ่ายตรงข้ามไปจนหมดกระสุน เขายังสอดส่ายสายตาไปทั่วขณะที่มือใส่แม็กอยู่
คนที่ยูอิจิเป็นห่วงนั้นกำลังนั่งเถียงกันอยู่หลังกำแพงอิฐเก่า โทโมะขอหรือจะเรียกว่าแย่งปืนยาวจากนายทหารที่บาดเจ็บอยู่ข้างๆ ทำสัญญาณเรียกให้คนอื่นมาช่วยคนเจ็บกลับไป ส่วนตัวเองก็วางแผนรับมือร่วมกับคนเป็นแม่ทัพ
ฉันว่ามันมาแปลกนะคราวนี้ เหมือนยิงไล่เฉยๆ ยังไงไม่รู้
จินรับคำสั้นๆ ในสมองครุ่นคิดหาทางออก
จะถอยก่อนมั้ย หรือเอาไง โทโมะถามเอาคำสั่งจากจินหลังจากดูสถานการณ์
ทหารโซลาเวียส่วนใหญ่หลังจากที่เดินรุกเข้ามาระยะหนึ่งแล้วก็จะประจำที่ ไม่ได้เคลื่อนบุกเข้ามาอีก เพียงแต่ยิงจากหลังที่กำบังของตัวเองเท่านั้น เมื่อยิงใครได้นัดหนึ่งแล้วก็จะไม่ยิงซ้ำ ซึ่งผิดวิสัยของพวกมันนักจินเห็นแล้วก็ออกจะแปลกใจ
ถอย!
คำสั่งของจินดังไม่เท่าเสียงปืนที่ยิงเฉียดหู เขาร้อบวาบเวลาเดียวกับที่กระสุนนัดนั้นผ่านไปเจาะเข้าที่ซี่โครงของคนข้างหลัง ทหารคนนั้นทรุดตัวลงพร้อมกับอุทานด้วยความเจ็บปวด แต่ก็ยังถ่ายทอดคำสั่งถอยของแม่ทัพให้นายทหารคนอื่นรับทราบ
นายไปก่อนจิน เดี๋ยวฉันยิงคุ้มกัน โทโมะพูดขณะเล็งกระสุนใส่ทหารโซลาเวียให้ร่วงลงไปได้สองสามนาย


ฮืออออ ไม่อยากให้เสียใครในซาลามไปทั้งนั้นเลย ทุกคนในซาลามสำคัญมาก ๆ นะคะ